3 เทคนิคการเป็นพิธีกร จากมุมมอง บู๊ สกลภัทร นักพูด นักคิด นักสร้างแรงบันดาลใจ

“พิธีกร” หรือผู้ดำเนินราย นับเป็นบทบาทที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในงานกิจกรรมหรือพิธีต่าง ๆ เพราะหากผู้เป็นพิธีกรเกิดความประหม่า ขาดการเตรียมตัวที่เพียงพอ หรือไม่สามารถควบคุมพิธีการให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ได้ ก็อาจจะทำให้เกิดความเสียหายด้านภาพลักษณ์ หรืออาจลามไปถึงทำให้ผู้หลักผุ้ใหญ่ เสียหน้าได้

บทความนี้จึงขอชวนให้ท่านมาลองเรียนรู้เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ จาก อ.บู๊ สกลภัทร ศรีโพธิ์น้อย นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ พิธีกร ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ “เดี่ยวดวลไมค์ไทยแลนด์” จากผู้เข้าแข่งขันกว่าพันคน และเป็นหนึ่งในหกของลูกทีมของอาจารย์จตุพล ชมภูนิจ

ทักษะที่คนเป็นพิธีกรต้องฝึกฝน ?

จากประสบการณ์ของผมนั้น สำหรับคนเป็นพิธีกรทักษะสำคัญที่ต้องฝึกฝนให้มีความเชี่ยวชาญ คือ 3 ทักษะนี้

  1. ทักษะการพูด   เป็นพิธีกรไม่จำเป็นต้องพูดเก่งแต่ต้องพูดเป็น เน้นประโยชน์ผู้ฟัง เพราะเราต้องใช้คำพูดทำงาน และสื่อสารกับผู้ฟังว่าสิ่งที่เราพูดเกี่ยวอะไรกับเขาและเขาได้อะไรจากการฟังเรา
  2. ทักษะการฟัง   พิธีกรคือนักสื่อสาร การสื่อสารที่ทรงพลังคือฟังมากกว่าพูด เราใช้การฟังทั้งงานเบื้องหน้า (เวที)และเบื้องหลัง (เตรียมตัว)
  3. ทักษะการสังเกต  การสังเกตคือผู้ช่วยชั้นดีสำหรับพิธีกร ช่วยทั้งการเตรียมตัวและแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า

รับรองเลยครับว่าสำหรับการเป็นพิธีกรหากฝึกฝน 3 ทักษะนี้จนเชี่ยวชาญเราจะสามารถทำหน้าที่พิธีกรได้ประสบความสำเร็จและประทับใจผู้ฟังอย่างแน่นอนครับ

จะเอาชนะความกดดันจากผู้ใหญ่หรือคนรอบข้างได้อย่างไร ?

หากเรากลัวสิ่งใด…ต้องกล้าเข้าหาสิ่งนั้นครับ เราใช้การเข้าหาเพื่อทำความรู้จัก คุ้นเคยกับคนเหล่านั้น (เท่าที่จะทำได้) หากเป็นผู้ใหญ่ก็ใช้วิธีเข้าไปขอคำแนะนำ เป็นต้น และที่สำคัญคือการเตรียมตัวเราให้พร้อม

ทั้งข้อมูล รายละเอียดต่าง ๆ ของงาน เช่น สคริปต์ ที่เหลือก็คือการซ้อม ซ้อม ซ้อม ครับ…..สรุปคือ

“ทำความรู้จัก เตรียมพร้อม ซ้อม ซ้อม ซ้อม”

หากมีเหตุกาณ์เฉพาะหน้าเกิดขึ้น พิธีกรจะ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ได้อย่างไร?

ขั้นแรกตั้งสติ…แล้วยิ้มกับผู้ฟังก่อนครับ (เนียน ๆ เหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ) และหาเรื่องมาคุยครับ

ซึ่งเรื่องที่นำมาคุยเพื่อถ่วงเวลาก็แล้วแต่เราจะเลือกเรื่องมาคุยได้เลยครับว่าจะเป็นเรื่องอะไรเกี่ยวกับงาน เช่น กำหนดการ ความสำคัญ วัตถุประสงค์ของงาน ประโยชน์ของงาน เรื่องเกี่ยวกับสถานที่ เช่น ประวัติความเป็นมา เหตุผลที่มาจัดที่นี่ ของดีของเด่นของสถานที่ หรือ เรื่องเกี่ยวกับผู้ฟัง เช่น งานนี้เกี่ยวข้องอะไรกับผู้ฟัง ประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับ

นอกจากชวนคุยเรื่องเหล่านี้แล้วเราอาจจะมีวิธีอื่น ๆ เช่น  เล่นเกมส์ ถามคำถามผู้ฟัง หรือชวนทำกิจกรรมสั้น ๆ

สิ่งที่สำคัญมากไม่แพ้กันก็คือ ขณะที่เราถ่วงเวลาเราต้องคอยสังเกตและฟังผู้ประสานงานข้างเวทีด้วยว่า พร้อมสำหรับช่วงต่อไปหรือไม่

จะเป็นพิธีกรคู่ ต้องเตรียมตัวอย่างไร

เตรียมตัวด้วยการทำความรู้จัก สร้างความคุ้นเคย กับคู่พิธีกรของเราเพื่อสร้างคลายความตื่นเต้น กังวลใจ

(ทำให้เหมือนคุยกับเพื่อน) ยิ่งคุยกันยิ่งเข้าใจ….เข้าใกล้….เข้าขา กันเป็นอย่างดี ต่อจากนี้คือการเตรียมตัวของเราเองและมาคุยกันว่าจะแบ่งช่วงแบ่งตอนกันอย่างไร จังหวะรับส่ง คนหนึ่งพูดคนหนึ่งเงียบ ไม่พูดขัดกัน ไม่แย่งกันพูด ไม่เงียบพร้อมกัน ที่เหลือก็คือลองฝึกซ้อมเป็นพิธีกรคู่กันเสมือวันทำงานจริง ยิ่งซ้อมมากครั้งก็จะช่วยยับยั้งความตื่นเต้นและประหม่าได้ ที่สำคัญคือความไว้ใจและให้กำลังใจกันและกัน

เราจะ Entertain ผู้ร่วมงานได้อย่างไร

Entertain คือการสร้างสุขให้ผู้ฟังด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมครับ มีหลายวิธีทั้ง การเล่นเกมส์,  ถาม-ตอบ, กิจกรรมละลายพฤติกรรม, กิจกรรมเข้าจังหวะ, จับรางวัลและอีกหลายวิธีการ….ภายใต้ concept ทำให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมหรือได้แสดงออก เช่น ยิ้ม หัวเราะ พูดออกมา

นี่คือหลักการเล็ก ๆ น้อย ๆ จาก อ.บู๊ สกลภัทร ศรีโพธิ์น้อย ที่นำมาฝากกันไว้

แต่หากอยากเรียนรู้กันเป็นเรื่องเป็นราว สามารถลงทะเบียนอบรมได้ในหัวข้อ
“เทคนิคการพูดและเป็นพิธีกรสุดประทับใจ”

Recommended Posts